M STUDIO ขึ้นแท่นสตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหนังไทยอันดับ 1 ดันมาร์เก็ตแชร์หนังไทยถึง 54 % แซงหนังฮอลลีวู้ด จนเป็น TOLLYWOOD พร้อมจับมือพันธมิตรสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมหนังไทยสู่การส่งออกตลาดต่างประเทศ
M STUDIO สตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในประเทศไทยและต่างประเทศ ผงาดขึ้นแท่นเป็น “สตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยอันดับ 1” ทำรายได้จากภาพยนตร์ไทยรวมสูงสุดติดต่อกัน 2 ปีซ้อน ปี 2566 และ ปี 2567 ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมหนังไทยในปี 2567 สามารถครองมาร์เก็ตแชร์ 54 % แซงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดซึ่งอยู่ที่38 % สร้างปรากฏการณ์ใหม่ได้รับการยอมรับเป็น “TOLLYWOOD” (Thailand + Hollywood) ในปี 2568 พร้อมจับมือพันธมิตร ทั้งช่อง 3, Workpoint, Mono Group, Kantana, Karman Line Studio และ Plan B สร้างภาพยนตร์ไทย กว่า 20 เรื่อง เพื่อสร้างการเติบโตให้กับ M STUDIO และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายตลาดการส่งออกภาพยนตร์ไทยไปยังตลาดต่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้น
นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M STUDIO เปิดเผยว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปี 2567 ว่า เป็นปีที่น่ายินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่สามารถมีมาร์เก็ตแชร์มากกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด สร้างปรากฏการณ์ใหม่ได้รับการยอมรับเป็น “TOLLYWOOD” (Thailand + Hollywood) อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2567 เป็นปีแรกที่ภาพยนตร์ไทยมีสัดส่วนรายได้มากถึง 54% มากกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดซึ่งอยู่ที่ 38% และภาพยนตร์อื่น ๆ 8% ของมูลค่าตลาดรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศไทยที่ 4,485 ล้านบาท** จากภาพยนตร์ที่เข้าฉายรวม 326 เรื่อง
ส่วนภาพยนตร์ไทยในปี 2567 ทำรายได้รวมในประเทศ 2,438 ล้านบาท** จากภาพยนตร์ไทยที่เข้ารวม 54 เรื่อง มีภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้มากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ ธี่หยด 2 ของ M STUDIO ทำรายได้ 815 ล้านบาท, หลานม่า ของ จีดีเอช 559 ทำรายได้ 339 ล้านบาท, พี่นาค 4 ของไฟว์สตาร์ ทำรายได้ 178 ล้านบาท, อนงค์ ของ M STUDIO ทำรายได้ 150 ล้านบาท, วิมานหนาม ของ จีดีเอช 559 ทำรายได้ 150 ล้านบาท, หอแต๋วแตกแหกสัปะหยด ของ M STUDIO ทำรายได้ 130 ล้านบาท, เทอม 3 ของ สหมงคลฟิล์ม ทำรายได้ 122 ล้านบาท และ วัยหนุ่ม 2544 ของ เนรมิตหนัง ฟิล์ม ทำรายได้ 122 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาพยนตร์ไทยทำเงินภายใต้การผลิตของ M STUDIO จำนวน 3 ใน 8 เรื่อง ซึ่งในปี 2567 M STUDIO มีภาพยนตร์ไทย ที่ผลิตเองและรับจัดจำหน่าย รวม 16 เรื่อง ทำรายได้รวม 1,322 ล้านบาท ส่วนภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท ในปี 2567 มีเพียง 4 เรื่อง คือ Dune : Part Two, Deadpool & Wolverine, Inside Out 2 และ Godzilla x Kong : The New Empire
M STUDIO เป็นสตูดิโอผลิตหนังน้องใหม่ที่เปิดมาในช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 คือ ในปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่ท้าทายของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเป็นอย่างมาก โดยได้จับมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ อาทิ ช่อง 3 และ คาร์แมนไลน์ สตูดิโอ ร่วมทุนในการผลิตหนังไทย ทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา M STUDIO ผลิตหนังไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง ถึง 11 เรื่อง โดยปี 2566 ผลิตหนังไทยรวม 4 เรื่อง ได้แก่ เสือเผ่น, อาตมาฟ้าผ่า, ลอง ลีฟ เลิฟว์! และ ธี่หยด และ ปี 2567 ผลิตหนังไทยรวม 7 เรื่อง ได้แก่ หอแต๋วแตกแหกสัปะหยด, อนงค์, มานะแมน, ศึกค้างคาวกินกล้วย, วัยเป้ง, ธี่หยด 2 และคุณชายน์
นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ปี 2566 เป็นปีแรกที่ M STUDIO ผลิตหนังไทยและรับจัดจำหน่ายภาพยนตร์ เป็น จำนวนรวม 14 เรื่อง ทำรายได้ 891 ล้านบาท และมีหนังไทยที่ทำรายได้มากกว่า 100 ล้านบาท ติด 2 ใน 5 อันดับหนังไทยทำเงินในปี 2566 ได้แก่ สัปเหร่อ ของ ค่ายไทบ้าน เป็นอันดับหนึ่ง ทำรายได้ 700 ล้านบาท, ธี่หยด ของ M STUDIO ทำรายได้ 500 ล้านบาท, 4 KINGS II ของเนรมิตหนัง ฟิล์ม ทำรายได้ 250 ล้านบาท, ขุนพันธ์ 3 ของ สหมงคลฟิล์ม ทำรายได้ 100 ล้านบาท และ ลอง ลีฟ เลิฟว์! ของ M STUDIO ทำรายได้ 90 ล้านบาท
นอกจากนี้ นายสุรเชษฐ์ ยังกล่าวถึงแผนงานของ M STUDIO ในปี 2568 ว่า M STUDIO ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยอันดับหนึ่ง โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างผลงานภาพยนตร์ไทยหลากหลายแนวออกสู่ตลาดภาพยนตร์ไทยอย่างต่อเนื่อง และเป้าหมายความสำเร็จการเป็นที่สุดแห่งปรากฏการณ์ภาพยนตร์ไทยจากความสำเร็จในปี 2566 และปี 2567 ที่ผ่านมา จากภาพยนตร์เรื่อง ธี่หยด และธี่หยด 2 ที่สามารถทำลายทุกสถิติในประเทศไทย โดยมีจำนวนบัตรชมภาพยนตร์ ในประเทศไทยรวมกว่า 10 ล้านใบ ซึ่งทาง M STUDIO ไม่หยุดที่จะสร้างสถิติใหม่ และสร้างความหลากหลายกับโปรเจคใหม่ใน ปี 2568 ต่อไป
“งบลงทุนเฉพาะภาพยนตร์ไทยในปีนี้กว่า 20 เรื่อง จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2567 จะอยู่ที่ 500 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้สถานการณ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์กำลังเติบโต และความเสี่ยงน้อยลง เมื่อเทียบกับ 4 ปีที่แล้ว โดยมองว่าภาพยนตร์ไทยในปีนี้จะเป็นปีที่พีคที่สุดในประวัติศาสตร์ และถือเป็นปีทองของภาพยนตร์ไทย ซึ่งถือเป็นปีที่ 3 แล้ว ถือเป็น Leader of Asia และกำลังก้าวเข้าสู่การเป็น Global Content”
ในปี 2568 M STUDIO ยังเดินหน้าร่วมกับพันธมิตรร่วมทุนสร้างภาพยนตร์ไทยเพิ่มขึ้น ได้แก่ ช่อง 3, Workpoint, Mono Group, Kantana, Karman Line Studio และ Plan B ที่จะมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ไทยอีกกว่า 20 เรื่อง อาทิ ธี่หยด 3, นาคี 3 ผลงานการกำกับ ของออฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, อนงค์ 2 ของ เอส คมกฤษ ตรีวิมล พร้อมนักแสดงนำ จี๋ สุทธิรักษ์ และโบ เมลดา, มือปืน ผลงานมาสเตอร์พีซกับการมาร่วมค่ายของพุฒิพงศ์ นาคทอง, A Million ways to love การทำงานร่วมกัน ระหว่างบอย โกสิยพงษ์ และปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ที่เคยสร้างความประทับใจมาแล้วจากภาพยนตร์ ลอง ลีฟ เลิฟว์!, The Stone พระแท้ คนเก๊ ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก ของเป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ, สุสานคนเป็น การกลับมาสู่จอภาพยนตร์อีกครั้ง ของ นุ่น วรนุช ภิรมย์ภักดี โดยทีมงานสร้างซีรีส์เรื่อง สืบสันดาน
นอกจากนี้ ยังมี อีเรียมซิ่ง 2, เหมรย 2, ป่าช้าผีแขก, สาปเมือง, Ghost Board, Ring a Bell, Exchange และภาพยนตร์โดย พชร์ อานนท์ หมู่บ้านโคกะโหลก, หอแต๋วแตก แหกหัวกับไส้, นางฟ้าขาแดนซ์ ระเบียบวาทะศิลป์ เป็นต้น ซึ่ง M STUDIO จะไม่หยุดพัฒนาเพื่อสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายตลาดการส่งออกภาพยนตร์ไทยไปยังตลาดต่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้น