ขอนแก่น : Field Trip ต้องมนต์เสน่ห์เส้นทางไหม

 

อุตสาหกรรมผ้าไหมและผ้าทอมือของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นอัตลักษณ์และการเชื่อมโยงวิถีชีวิตของชาวอีสานที่สามารถสร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้แก่ชุมชนในภูมิภาค ถ่ายทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ่านเส้นใยไหมจนเป็นผืนผ้าชิ้นงาม ผสานศาสตร์และศิลป์ให้เกิดลวดลายที่สร้างความแปลกใหม่ในวงการแฟชั่นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นที่ได้รับการรับรองจากสภาหัตถกรรมโลกให้เป็นเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่ (WCC-Word Craft City for Ikat (Mudmee)

 

ล่าสุด จากโครงการ “10 เส้นทางไมซ์สร้างสรรค์” ของ Thai MICE Connect  สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่น ได้ออกแบบเส้นทางไมซ์ ขอนแก่น : Field Trip ต้องมนต์เสน่ห์เส้นทางไหม ที่จะนำพาองค์กรไปศึกษาดูงานการทอผ้าไหม งานหัตถศิลป์สำคัญของเมืองมัดหมี่โลกแห่งนี้ ซึ่งถือเป็นมรดกภูมิปัญญาถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเวลากว่าร้อยปี มนต์เสน่ห์ของวิถีชีวิตของชุมชนต่าง ๆ จะทำให้ทุกคนต้องทึ่งกับความสามารถของชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ยังคงใช้เวลาอยู่กับกี่ทอผ้าโบราณ ได้เรียนรู้อุตสาหกรรมผ้าไหมขนาดย่อมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรือแม้แต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบที่เคยได้ยินกันมาว่าจะหน้าตาเป็นอย่างไร?  พลาดไม่ได้เลยกับการตามรอยเส้นทางผ้าไหมและผ้ามัดหมี่ในจังหวัดขอนแก่น

 

ทริปนี้เริ่มต้นเดินทางจากตัวเมืองขอนแก่นไปยัง บ้านหัวฝาย อ.ชนบท หมู่บ้านที่มีวิถีชีวิตชุมชนเรียบง่าย ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อว่างเว้นจากการทำนา ก็จะรวมตัวกันผลิตผ้าไหมเพื่อจำหน่าย และจากการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในชุมชน ทำให้หมู่บ้านได้รับรางวัลในระดับจังหวัดและระดับประเทศมากมาย ได้แก่ หมู่บ้านชนะเลิศการประกวดผ้าไหมระดับประเทศ หมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนโอทอปนวัตวิถี หมู่บ้านตัวแทนจังหวัดขอนแก่นในการรับการตรวจประเมิน “เมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่” และหมู่บ้านต้อนรับการประชุมท่องเที่ยวโลก เมื่อปี 2559

 

หลังจากรับประทานอาหารว่างและ Welcome Drink น้ำลูกหม่อนและชาใบหม่อน เมื่อมาถึงเรียบร้อยแล้ว จะได้ชมการผลิต การค้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ผ้ามัดหมี่ ก่อนที่จะเดินทางไป ศาลาไหมไทย หรือ “อาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี” ภายในจัดแสดงกรรมวิธีการผลิตตั้งแต่มัดย้อมจนถึงวิธีการทอ อุปกรณ์เครื่องใช้เกี่ยวกับไหมและของเก่าแก่ รวมถึงผ้าไหมมัดหมี่โบราณ พร้อมผ้าไหมมัดหมี่ที่ชนะการประกวดต่าง ๆ ตลอดจนการทำผ้าไหมนาโน จากนั้นร่วมรับประทานอาหารพื้นถิ่นที่เป็นผลผลิตจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เช่น ดักแด้ทอด ลาบดักแด้ รวมถึงอาหารที่ใช้ชาใบหม่อนเป็นวัตถุดิบหลัก เป็นต้น แล้วไปเดินย่อยกันที่ ถนนสายไหม เพื่อให้ทุกท่านเลือกซื้อ ผ้าไหม สินค้าคุณภาพ ลวดลายสีสันงดงามมาตรฐาน ตรานกยูงพระราชทาน

 

จุดหมายต่อไป คือ บ้านหนองบัวน้อย ต. โสกนกเต็น อ. พล ซึ่งอนุรักษ์และดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมชาวอีสานกว่า 100 ปี มีการสืบสานการทอผ้าไหมจากบรรพบุรุษและสืบทอดต่อไปยังรุ่นสู่รุ่น บ้านไม้ และ “กี่” ทอผ้าเก่าแก่ยังคงอยู่คู่กับหมู่บ้านแห่งนี้ ที่นี่มีกระบวนการผลิตผ้าไหมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงหนอนไหม สาวไหม กวักไหม ไปจนกระทั่งทอผ้าไหมเป็นผืน

 

และที่แห่งนี้คณะนักเดินทางจะได้ร่วมทำ “กิจกรรม CSR ปลูกต้นหม่อนในแปลงปลูกของชุมชน” เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งอาหารให้หนอนไหม พร้อมร่วมกิจกรรม Workshop ทำผ้าเช็ดหน้ามัดย้อมลายไดโนเสาร์ ด้วยฝีมือของตัวเองพร้อมนำกลับมาเป็นของที่ระลึก

 

จากนั้นเดินทางกลับที่พัก ณ โรงแรมราชาวดี รีสอร์ต แอนด์ โฮเต็ล ซึ่งครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการประชุมและเข้าพัก โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน Thailand MICE Standard รับประทานอาหารพื้นถิ่นอีสาน และอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดขอนแก่น เช่น ไก่ย่างเขาสวนกวาง ไข่มดแดง และอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งระหว่างการรับประทานเย็นนี้เองจะมีกิจกรรมการ รำบายศรีสู่ขวัญคู่เสี่ยว ซึ่งถือเป็นประเพณีเก่าแก่และสำคัญของชาวอีสาน เชิญชวนให้ผู้ที่ทำธุรกิจร่วมกัน หรือ Business Matching กันแล้วมาผูกเสี่ยวกัน ชมความงดงามอ่อนช้อยของนางรำ พร้อมนำด้ายสายสิญจน์ในพิธีไปผูกแขนให้ผู้ชมเป็นการร่วมกิจกรรมปิดท้าย

 

ทริปนี้จัดโดย สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่น ทำหน้าที่โดยตรงในการให้คำแนะนำ คำปรึกษาด้านสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ที่ประชุมในจังหวัดขอนแก่น โดยรับจำนวนจำกัดทริปละ 30 ท่าน ในราคาท่านละ 2,990 บาท (ไม่รวมค่าที่พักและค่าเครื่องบินไป-กลับ) ระยะเวลา  2 วัน 1 คืน สำหรับการต้อนรับสมาชิกผู้เข้าร่วมจะอยู่ภายใต้มาตรการป้องกันโรคระบาด (COVID-19) ตรวจวัดอุณหภูมิ เจล แอลกอฮอล์ล้างมือ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย

 

ผู้สนใจสามารถคลิกขอใบเสนอราคาเพื่อพิจารณาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ https://bit.ly/3jHiB3N ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของกิจกรรมหรือที่พักได้ตามความต้องการขององค์กร นอกจากนี้ ยังสามารถขอสิทธิ์รับเงินสนับสนุนการจัดกิจกรรมมูลค่า 15,000 หรือ 30,000 บาท จาก “โครงการประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่า 2564” ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2564