ธนจิรา กรุ๊ป เผยผลประกอบการ Q1/2568 รายได้รวม 485 ล้านบาท เดินหน้ากลยุทธ์ต่อยอดกลุ่มแฟชั่น-อาหาร-ต่างประเทศ
บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAN เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 ด้วยรายได้รวม 485 ล้านบาท เติบโต 4.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน โดยธุรกิจ HARNN ในจีนเติบโตอย่างโดดเด่น ขณะที่กลุ่มแฟชั่นยังคงขยายฐานลูกค้าได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 39 ล้านบาท ลดลง 34.5% จากปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในระยะยาว และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังชะลอตัวจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา
นายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมของไตรมาสแรกปีนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นปีที่เรายังคงเดินหน้าในทิศทางเชิงบวก โดยเฉพาะการเติบโตจากธุรกิจในต่างประเทศซึ่งแสดงศักยภาพได้อย่างชัดเจน รวมถึงการต่อยอดความสำเร็จในกลุ่มแฟชั่นและการเดินหน้าของการขยายธุรกิจร้านอาหารในประเทศ แม้กำไรสุทธิจะปรับตัวลดลงจากการลงทุนเพื่ออนาคต แต่เรายังเชื่อมั่นว่าทิศทางการเติบโตในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง”
ในไตรมาสนี้ ธุรกิจต่างประเทศมีพัฒนาการที่น่าประทับใจ สร้างรายได้รวม 51.6 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 200% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะ HARNN Greater China ประเทศจีน มีสัดส่วนมากที่สุดในกลุ่มกิจการต่างประเทศ สามารถรับรู้รายได้จากการจัดจำหน่ายสินค้า HARNN ในร้านค้า Cosmetic Chain Store, Specialty Store รวมมากกว่า 200 จุดขายใน 6 มณฑล ได้แก่ มณฑลกวางตุ้ง เหอหนาน เฮยหลงเจียง เจียงซู เจ้อเจียง และธิเบต และยังมีร้าน Concept Store ภายใต้แบรนด์ HARNN อยู่ 2 สาขา ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ และเซิ่นเจิ้น อีกทั้งยังมีรายได้จากช่องทางออนไลน์ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการขายสินค้าในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจในจีนนั้นสามารถสร้างสัดส่วนยอดขายได้ถึง 68% จากยอดขายรวมในประเทศจีนผ่าน E-commerce platform และ Livestreaming ต่างๆ เช่น T-Mall, Xiao Hong Shu, Douyin, JD.com ขณะที่ประเทศ เวียดนาม ก็เติบโตอย่างโดดเด่นจากกลยุทธ์ออนไลน์ จากการมีเครือข่าย KOLs ที่แข็งแกร่ง และการสร้างแบรนด์ HARNN และ Cath Kidston ซึ่งมีร้านค้าอยู่ในเมืองโฮจิมินห์ และฮานอย รวม 11 สาขา สำหรับ ประเทศญี่ปุ่น สามารถลดผลขาดทุนลงได้ดีขึ้นมาก จากการควบคุมต้นทุน การปรับกลยุทธ์ด้านสปา และการกระจายสินค้าผ่านคู่ค้าในจังหวัดต่างๆ
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รายได้จากการขายและบริการในกลุ่ม ธุรกิจในประเทศ อยู่ที่ 425.3 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสามารถแบ่งรายได้แยกตามกลุ่มธุรกิจดังนี้ กลุ่มไลฟ์สไตล์ มีสัดส่วน 51% โดยแบรนด์ Pandora เผชิญแรงกดดันจากการปรับราคาสินค้าและจำนวนคอลเลกชันที่ลดลงมากในไตรมาสนี้ ขณะที่ Cath Kidston ยังคงเติบโตจากปีก่อนหน้าได้ต่อเนื่องแม้มีการปิดจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น กลุ่มแฟชั่น มีสัดส่วน 23% ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของบริษัทฯ มีแบรนด์หลักอย่าง Marimekko และ GANNI ที่สร้างฐานลูกค้าได้มั่นคง ในขณะเดียวกัน แบรนด์ใหม่ United Arrows และ MM6 Maison Margiela สะท้อนความสามารถในการขยายฐานลูกค้าได้ต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มแฟชั่นยังคงเติบโตอย่างมีศักยภาพ กลุ่มความงามและเวลเนส มีสัดส่วน 17% จากการขยายผลิตภัณฑ์และบริการของ HARNN ที่ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม มีสัดส่วน 8% จากกลุ่ม Gordon Ramsay เติบโต และได้การตอบรับที่ดีของลูกค้าต่อคุณภาพอาหารและบริการ รวมทั้งจากการเปิดสาขาที่ 2 ของ Bread Street Kitchen & Bar ที่ ไอคอนสยาม เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา
นายธนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้บริษัทฯ จะมี ค่าใช้จ่ายลงทุน สำหรับการขยายสาขาในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการสร้างยอดขายให้ถึงจุดคุ้มทุน แต่ยังคงมุ่งเน้นการ ควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย เรามุ่งมั่นพัฒนาการดำเนินงานในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านการขาย (Retail Operation) ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจ ทั้งการฝึกอบรมพนักงาน การออกแบบประสบการณ์ลูกค้าในร้าน และการเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รับคุณค่าที่เหนือความคาดหวัง”
สำหรับ ไตรมาส 2/2568 โดยทั่วไปถือเป็นช่วง Low Season ทางบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์เชิงรุกในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก ได้แก่ 1) การขยายฐานลูกค้าใหม่อย่างมีเป้าหมาย โดยการเพิ่มแบรนด์แอคทีฟแวร์ ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศบราซิล เข้าในพอร์ตกลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์ 2) การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ โดยเฉพาะการบริหารหน้าร้านและการฝึกอบรมทีมขาย และ 3) การควบคุมต้นทุนและบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และสร้างความแข็งแกร่งและผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นในระยะยาว