เซ็นทรัลพัฒนา” เผยโมเดลธุรกิจใหม่ ชูความแข็งแกร่งของ Business Ecosystem ของศูนย์การค้า เพื่อพันธมิตรธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์ ‘Scaling Up Your Business’ ทุ่มงบการตลาดกว่า 1,000 ล้านบาทใน 3 ปี ดันยอดขายร้านค้า กระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

 

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัล ภูเก็ต และเซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย ตอกย้ำผู้นำรีเทลไทย ปั้นโมเดลธุรกิจใหม่ มุ่งมั่นเคียงข้างพันธมิตรธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ชูกลยุทธ์ ‘Scaling Up Your Business’ ด้วยการทำ Data-Driven Retail Marketing พร้อมสนับสนุนยอดขายให้พันธมิตรร้านค้าด้วยงบการตลาด 1,000 ล้านบาทใน 3 ปี โดยผสาน  จุดแข็งของเซ็นทรัลทั้งการพัฒนาศูนย์การค้าในเมืองเศรษฐกิจหลักถึง 34 สาขา รวมถึงลงทุนต่อเนื่องด้วยมาตรฐานที่ดีของ Services & Facilities และ Central Group Synergy ช่วยให้พันธมิตร scale up ธุรกิจอย่างรวดเร็ว พร้อมติดอาวุธในการเข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ด้วย Data Insights ของ The 1 ซึ่งเป็น Digital Lifestyle & Loyalty Platform อันดับหนึ่งของประเทศ ผ่าน The 1 Partner Platform หรือ The 1 Biz มุ่งเน้น Tenant-Centric ในการสนับสนุนและยกระดับการทำธุรกิจพันธมิตรธุรกิจทุกระดับ ในการเพิ่มยอดขายและ scale up ธุรกิจ สร้างแรงกระเพื่อมให้กับเศรษฐกิจทั้งประเทศ

 

งานแถลงข่าวได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร นำโดย ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด และนายอิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายขาย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วยนายระวี พัวพรพงษ์ Head of Corporate Affairs and Relationship, The 1

 

ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้คือ การสร้างเศรษฐกิจประเทศไปสู่การทำ Retail Marketing แห่งอนาคตที่สามารถทำให้พันธมิตรคู่ค้าทุกระดับของเซ็นทรัลพัฒนาเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน เซ็นทรัลพัฒนาจับมือเคียงข้างกับพันธมิตร เป็น Drive Force ในการสร้าง Scale-up Business Ecosystem ที่แข็งแกร่งและดีที่สุดที่จะสร้างโอกาสให้พันธมิตรผู้ประกอบการของเราที่มีอยู่จำนวน 15,000 รายทั่วประเทศสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับมหภาคทั่วประเทศได้”

 

ดร. ณัฐกิตติ์ กล่าวต่อไปว่า “เราได้พัฒนา Business Model ขึ้นมาใหม่สำหรับพันธมิตรธุรกิจ พร้อมวางเป้าหมายใน 3 ปี ด้วยงบการตลาด 1,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนธุรกิจของพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เน้นการสร้างจุดต่างและจุดแข็งของการเป็นศูนย์การค้าด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่1) ENABLE to scale up your business ผลักดันการขยายธุรกิจไปกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลอันแข็งแกร่งกว่า 34 สาขาทั้งในและต่างประเทศ, 2) ENSURE excellent services, facilities and synergies ที่รองรับการเริ่มต้นและเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ และ3) EMPOWER with Big Data ด้วยการเข้าร่วมใน Ecosystem ของ The 1 ซึ่งเป็น Digital Lifestyle & Loyalty Platform อันดับหนึ่งของประเทศ”

 

“กลยุทธ์ที่ 1: ENABLE to scale up your business จากทราฟฟิกลูกค้ามากมายมหาศาล การทำธุรกิจให้มีความยั่งยืน การทำ Brand Experience และการมีหน้าร้านยังคงมีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ต่อการสร้างแบรนด์และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ซึ่งจะเห็นได้จากเทรนด์ค้าปลีกและ E-Commerce ยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้ขยายจากออนไลน์มาสู่ออฟไลน์เพื่อมอบประสบการณ์จริง ที่ยากจะสัมผัสได้ทางออนไลน์อย่างเดียวให้กับลูกค้า ซึ่งจุดแข็งของการมีศูนย์การค้าทั่วประเทศของเรา ประกอบกับความแข็งแกร่งของ Anchor ต่างๆ ที่เป็น magnet ของกลุ่มเซ็นทรัล จะช่วยส่งเสริมธุรกิจของพันธมิตร ดังนี้

 

Success Formula จับเทรนด์ Urbanization ด้วยการพัฒนาโครงการในรูปแบบ Fully-Integrated Mixed-Use Development ขยายและบุกเมืองเศรษฐกิจต่างๆ จากความเชี่ยวชาญในการผสานทุกองค์ประกอบทั้งศูนย์การค้า โรงแรม คอนเวนชั่นฮอลล์ ที่พักอาศัย ให้ส่งเสริมซึ่งกันและกันเกิดเป็น Quality Traffic Ecosystem  โดยการสร้าง Residential Projects ติดหรือใกล้กับศูนย์การค้าของเรานั้น ได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในอีก 3 ปี (ปี 2567) จำนวนโครงการและจำนวนลูกบ้านในโครงการของเซ็นทรัลพัฒนาทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งจะเป็น Regular Traffic ที่จะเพิ่มขึ้นจากทราฟฟิกปกติของศูนย์การค้าที่มีอยู่แล้วอย่างน้อยหลายหมื่นคนต่อวันต่อสาขา

 

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลมี Positioning ที่ชัดเจนในการเป็น Center of Life ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนทุกกลุ่ม รวมถึงเรายังสร้างคอมมูนิตี้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มโอกาสในการมี Brand Exposure ดึงดูดทั้งลูกค้าใหม่และรักษาลูกค้า loyalty นอกจากนี้ลูกค้ายังคงให้การตอบรับการมาใช้บริการศูนย์การค้าของเราอย่างต่อเนื่อง โดยหลังคลายล็อคดาวน์ภายในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายนที่ผ่านมา ศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ มี Traffic Recovery ถึง 50-70% อีกด้วย และภายในไตรมาสที่ 4/2564 นี้ คาดว่าจะมี Traffic Recovery ประมาณ 70-80%

 

นายอิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายขาย บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา เผยว่า “กลยุทธ์ที่ 2: ENSURE excellent services, facilities and synergies ถือเป็นหัวใจของร้านค้าและแบรนด์ต่างๆ ในการทำธุรกิจร่วมกับศูนย์การค้า คือ การมี services & facilities ส่วนกลางที่พร้อมให้บริการและอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเสมอ ศูนย์การค้าเองมีการลงทุนในด้านต่างๆ ที่จะช่วยซัพพอร์ตธุรกิจของคู่ค้า ทำให้ scale up ได้รวดเร็วกว่าการทำสาขาสแตนด์อโลน ไม่ว่าจะเป็นด้าน Hygiene & Safety Facility, แผนการตลาดช่วยดันยอดขายและช่วยในการสร้างแบรนด์, การทำ CRM Marketing รวมไปถึง Knowledge & Know-how อาทิ หลักสูตร Retail Academy และ CPN Lead ส่งเสริม SMEs ต่างๆ จาก Ecosystem ในเครือเซ็นทรัล

 

Hygiene & Safety Investment สร้างบรรทัดฐานแผนแม่บท ‘เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ Safe Plus+’ ที่ใช้ในวงกว้าง ตอบรับเทรนด์ Hygiene Conscious ช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจปลอดภัยให้กับลูกค้า นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัย ที่จอดรถ พนักงานทำความสะอาด และการประกันความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานรองรับการขยายธุรกิจของร้านค้า

 

Impactful & Comprehensive Marketing เช่น การโปรโมทและสร้างกระแสให้กับร้านค้าด้วยการใช้พลัง Influencer & KOLs Networking ที่แข็งแกร่งที่ศูนย์การค้าเรามีพร้อมช่วยซัพพอร์ต และที่ผ่านมาได้สร้างความสำเร็จ ปรากฎการณ์สำคัญให้กับร้านค้าใหม่ๆ อย่างมาก เช่น การเปิดตัวของร้าน Kam’s Roast, Tsuta Ramen, Sushiro, SAEMAEUL Sikdang อีกทั้งยังต่อยอดให้แบรนด์เข้าไปสู่จังหวัดต่างๆ เช่น Hai Di Lao ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในไทย แต่ตอนนี้ขยายกับเราแล้วถึง 3 สาขา นอกจากนี้เรายังช่วยขยายธุรกิจแบบ Cross-Region Platform หรือการทำ pop-up store ให้แบรนด์แฟชั่นสามารถเข้าไปในจังหวัดต่างๆ ได้ทั่วประเทศ หากแบรนด์ต้องการไปทดลองตลาดในจังหวัดใด เราสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

 

สร้างยอดขายเพิ่ม ด้วย New Disruptive Sales Channels การคิดค้นบริการบนแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่างทันท่วงทีที่ช่วยสร้างยอดขายให้กับร้านค้า อาทิ Omnichannel Services อย่าง Chat & Shop และ Central Kitchen เป็นต้น

 

ตลอดระยะเวลา 40 ปีในการทำธุรกิจ เซ็นทรัลพัฒนาเรายึดหลัก Tenant-Centric มาโดยตลอด พันธมิตรธุรกิจหลายรายเติบโตมาด้วยกันจนเข้าตลาดหุ้นได้ หลายแบรนด์เชื่อมั่นและเลือกเปิดกับเราเกือบทุกสาขาไม่ว่าศูนย์การค้าเซ็นทรัลจะไปเปิดที่ไหน และยังมีกลุ่มแบรนด์ใหม่ที่ต้องการบุกตลาดใหม่ ก็สามารถ Scale up ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไปจนถึงกลุ่ม E-Commerce ที่ขยายจากออนไลน์มาเปิดหน้าร้านกับเราเพื่อสร้างประสบการณ์ครบวงจรให้กับลูกค้า”

 

ดร. ณัฐกิตติ์ กล่าวถึงกลยุทธ์ต่อไปว่า “สำหรับกลยุทธ์ที่ 3: EMPOWER with Big Data เรามีพาร์ทเนอร์ในเครือที่แข็งแกร่งอย่าง The 1 ซึ่งเป็น Digital Lifestyle & Loyalty Platform อันดับหนึ่งของประเทศ ด้วยจุดแข็งของการเป็น Established Database ตัวจริงในวงการรีเทลมากว่า 15 ปี ซึ่งในส่วนการทำ CRM ระดับนี้หากแบรนด์ต้องลงทุนเองนับเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาล ในขณะนี้เรามีสมาชิก The 1 อยู่แล้วทั่วประเทศกว่า 18 ล้านคน มีสมาชิกที่ใช้งาน active สม่ำเสมอสูงถึงกว่า 8.4 ล้านคนต่อปี รวมถึงมีการสะสมคะแนนกว่า 14,000 ล้านคะแนนต่อปี นอกจากนี้เรายังมีอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยร้านค้าเข้าถึงศักยภาพตรงนี้นั่นคือ ‘The 1 Biz’ นั่นคือลูกค้าจะสามารถใช้จ่ายที่แบรนด์ร้านค้าที่เข้าร่วมและสามารถรับและแลกคะแนนได้ การที่ร้านค้าได้เข้ามาอยู่ใน Ecosystem นี้จะสามารถทำ CRM ได้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะดึงดูดลูกค้าใหม่ รักษาลูกค้าเก่า และสร้างฐานลูกค้าที่ advocate ได้”

 

ด้านนายระวี พัวพรพงษ์ Head of Corporate Affairs and Relationship, The 1 กล่าวว่า “การที่ The 1 ได้เข้ามาร่วมกับเซ็นทรัลพัฒนา Scaling Up ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประตูด่านแรกเข้าสู่โลกแห่งบิ๊กดาต้าอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ซึ่งจะช่วยร้านค้าและแบรนด์ให้เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น สามารถออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดในการจับกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำ วัดผลได้ และสร้างยอดขายได้จริง โดยจุดแข็งของ The 1 ที่จะช่วยติดสปีดให้กับธุรกิจคือ

 

The Powerful Digital Lifestyle & Loyalty Platform and Strong Ecosystem เรามีฐานสมาชิกร้านค้าใน Ecosystem ที่แข็งแกร่งทั้งในและนอก กลุ่มเซ็นทรัลทั่วประเทศ กว่า 2,000 แบรนด์ รวมทั้งสิ้นกว่า 30,000 Touchpoints ที่เชื่อมโยงลูกค้ากว่า 18 ล้านรายผ่านแอปพลิเคชั่น The 1 ที่รวบรวมทั้งส่วนลด รีวอร์ด และคอนเทนต์สำหรับทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมทั้งฟีเจอร์ที่ช่วยในการช้อปปิ้งทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้สะดวกสบายไร้รอยต่อ อาทิ การโอน-แลก-เช็คคะแนน, สแกนจ่าย, เช็คยอดใช้จ่าย ซึ่ง The 1 ได้มีการอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการและเทรนด์การใช้งานของผู้บริโภคอยู่เสมอ สำหรับร้านค้า The 1 มี Partner Platform หรือ The 1 Biz ที่นำเสนอ Dynamic Business Intelligence Solutions สำหรับการช่วยร้านค้าใน Ecosystem ให้สามารถ self on-board และเข้าถึงระบบลอยัลตี้ของ The 1 ในการบริหารจัดการยอดสะสม-แลกคะแนน รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และสร้างแคมเปญการตลาดด้วยเครื่องมือ MarTech ที่มีประสิทธิภาพผ่านแอป The 1

 

The Insightful Customer Data Analytic การดึงพันธมิตรร้านค้าต่างๆ นอกเครือ Central Group มาเข้าร่วม ร้านค้าเองจะได้ประโยชน์จากการเข้าใจลูกค้า มองเห็นไลฟ์สไตล์และ Customer Journey ได้ลึกขึ้นและกว้างขึ้นแบบ Single View of Customer และสามารถนำ insights เหล่านี้มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการและสร้างแคมเปญการตลาดได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการลงทุนในการเข้าถึงข้อมูล Insight เหล่านี้ จะช่วยให้ร้านค้าและแบรนด์ต่างๆ รู้จักและรักษาลูกค้าของตัวเอง และยังเป็นการช่วยประหยัดเงินลงทุนในการ Acquire ลูกค้าใหม่ๆ

 

The Effective Marketing Technology Platform ร้านค้าใน Ecosystem สามารถสร้างแคมเปญการตลาดให้มีประสิทธิภาพสูงสุดผ่านแอป The 1 ซึ่งมี Marketing Technology ที่ทันสมัย จากการวิเคราะห์ Data Insight พฤติกรรมการซื้อสินค้าและการใช้งานแอปของแต่ละบุคคลทำให้สามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้ดั่งใจ อาทิ การส่ง Personalized offer แบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มลูกค้าใหม่ให้กับร้านค้า หรือการดึงกลุ่มลูกเก่าของร้านกลับมา ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างเนื้อหาที่ตรงใจ รวมถึงการดีไซน์ Rewarding Programme ที่จะดึงดูดลูกค้า High Spending ได้มากขึ้น เป็นต้น ปัจจุบันมีแบรนด์ที่ร่วม The 1 Biz แล้ว อาทิ CHAMPION, HOKA, REV RUNNR, SLAMMERS, TEVA, UNDER ARMOUR, BEAUTRIUM, CLARINS, THE BODY SHOP, THREE, CALVIN KLEIN, CLARKS, FITFLOP, GUESS, NAUTICA, POLO RALPH LAUREN, TOMMY HILFIGER, G2000, HUSH PUPPIES, JOHN HENRY, LEE, DYSON, MISTER DONUT, KFC, AUNTIE ANNE’S, PEPPER LUNCH, CHABUTON, OOTOYA, YOSHINOYA เป็นต้น โดยคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปีนี้ จะมีร้านค้าผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่รายเล็ก เข้าร่วม ‘The 1 Biz’ รวมกว่า 240 แบรนด์ รวมกว่า 1,000 ร้านค้า

 

ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวสรุปว่า “เรามองว่า Business Model ใหม่นี้จากการผนึกกำลังของเซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับ The 1 และธุรกิจต่างๆ ของกลุ่มเซ็นทรัล และพันธมิตรร้านค้าของเราที่มีกว่า 15,000 รายทั่วประเทศ จะเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนประเทศและ Springboard ประเทศได้ โดยมีเป้าหมายภายใน 3 ปีสร้างความสำเร็จให้กับพันธมิตรคู่ค้าด้วย Data-Driven Retail Marketing โดยแคมเปญการตลาดของศูนย์การค้าเซ็นทรัลจะช่วยร้านค้าให้ทำ Personalized Offer ได้แบบเรียลไทม์ และทำ Targeted Campaign ของร้านค้าแต่ละร้านได้อย่างเจาะลึกและแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อเป้าหมายในการสร้างยอดขายให้พันธมิตรธุรกิจในระยะยาวและยั่งยืน”